วันแห่งประวัติศาสตร์
วันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยที่ 18 สิงหาคม 2411 เริ่มต้นอย่างไม่แจ่มใสนัก อากาศปรวนแปร มีเมฆหนาและฝนตกประปรายตั้งแต่เช้า ทุกคนกังวลใจเกรงว่าจะไม่ได้เห็นปรากฏการณ์ จนอีก 10 นาที ก่อนเกิดสุริยุปราคา ท้องฟ้าเริ่มใสกระจ่างขึ้น ไม่มีผู้ใดแลเห็นสุริยุปราคาตอนเริ่มจับ ซึ่งทรงพยากรณ์ไว้ว่า คราสเริ่มจับเวลา 10 นาฬิกา 4 นาที รอจนถึงเวลา 10 นาฬิกา 16 นาที เมฆจึงจางออก คราสจับมากขึ้นทุกที ท้องฟ้าที่สว่างอยู่เริ่มมืดสลัวลง จนเมื่อเวลา 11 นาฬิกา 20 นาที ท้องฟ้ามืดลงจนมองเห็นดาวดวงสว่างได้ คราสจับเต็มดวงเมื่อเวลา 11 นาฬิกา 36 นาที 20 วินาที กินเวลานาน 6 นาที 45 วินาที ท้องฟ้ามืดจนเป็นเวลากลางคืน ไม่เห็นหน้าแม้ผู้อยู่ใกล้ เป็นสุริยุปราคาเต็มดวง ตรงตามเวลาที่พระองค์ทรงคำนวณพยากรณ์ไว้ทุกประการ หลังจากนั้น ดวงจันทร์เริ่มเคลื่อนคลายออกจากดวงอาทิตย์ จนเมื่อเวลา 13 นาฬิกา 37 นาที 45 วินาที คราสก็คลายออกสิ้น ท้องฟ้าสว่างเป็นเวลากลางวันดังปกติ ปรากฏการณ์ครั้งนั้นพิสูจน์ให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประสบความสำเร็จในการคำนวณสุริยุปราคาได้แม่นยำกว่านักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ซึ่งคำนวณคลาดเคลื่อนไป 2 นาที
ความสำเร็จที่แลกมาด้วยความโศกเศร้า
ในสมัยนั้นยังไม่มีใครรู้จักโรคมาลาเรีย หรือไข้จับสั่นจึงไม่มีความระมัดระวังเรื่องนี้กันนัก จนเมื่อถึงเวลาเดินทางกลับมีคนจำนวนมากติดเชื้อไข้มาลาเรีย รวมทั้งคนงานที่ทำการก่อสร้างเรือนพักรับรองทั้งหลาย ซึ่งอยู่ในพื้นที่เป็นเวลานานในจำนวนนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ฯ และนักวิทยาศาสตร์อีก 8 คน ก็ติดเชื้อไข้มาลาเรียด้วย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ค่อนข้างมีพระอาการหนักกว่าผู้อื่น เมื่อเสด็จ ฯ กลับถึงเมืองหลวงทรงอ่อนพระกำลังมากแล้วแพทย์หลวงพยายามถวายการรักษาเท่าใดพระอาการก็ทรุดลงทุกที พระองค์ทรงประชวรอยู่ 37 วันก็เสด็จสวรรคตเมื่อเวลาประมาณ 21 นาฬิกา คืนวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2411 สิริรวมพระชนมายุ 64 พรรษา ท่ามกลางความวิปโยค โศกสลดของเหล่าพสกนิกรของพระองค์